เจาะวิธีตั้ง Risk per Trade คำนวณ Lot จาก Stop Loss คุม Drawdown ต้นทุนแฝง และความเสี่ยงรวม พร้อมข้อควรรู้สำหรับคนไทยปี 2569

สารบัญ
สำหรับมือใหม่ การเสี่ยงประมาณ 0.25%–0.5% ของ Equity ต่อไม้เป็นจุดเริ่มต้นที่ระมัดระวัง ส่วน 1% อาจใช้เป็นเพดานวางแผนเมื่อมีระบบและข้อมูลรองรับ ขณะที่ 2% ไม่ได้ปลอดภัยสำหรับทุกคน ณ เดือนกันยายน 2569 ตัวเลขที่เหมาะสมต้องพิจารณา Drawdown, Losing Streak, ต้นทุนจริง และความเสี่ยงรวมทั้งพอร์ต ไม่ใช่เลือกตามความมั่นใจในไม้เดียว
CFTC สหรัฐฯ รายงานในปี 2024 ว่า จากข้อมูลผู้ให้บริการที่จดทะเบียน 6 แห่ง มีบัญชี Forex รายย่อยที่ขาดทุนประมาณ 50.96%–74% ตลอดสี่ไตรมาสที่ตรวจสอบ ตัวเลขนี้ไม่ใช่สถิติของเทรดเดอร์ไทยหรือทั้งโลก แต่สะท้อนว่าการจำกัดความเสียหายควรมาก่อนการเร่งผลตอบแทน (CFTC, 2024)
Risk per Trade ควรตั้งกี่เปอร์เซ็นต์
ไม่มีเปอร์เซ็นต์ใดปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ช่วง 0.25%–1% เป็นกรอบเริ่มต้นเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ส่วนกฎ 1%–2% ที่พบทั่วไปควรมองเป็นเพียงจุดตั้งต้นสำหรับออกแบบระบบ
| Equity | Risk 0.25% | Risk 0.5% | Risk 1% | Risk 2% | Risk 5% |
|---|---|---|---|---|---|
| $1,000 | $2.50 | $5 | $10 | $20 | $50 |
| $5,000 | $12.50 | $25 | $50 | $100 | $250 |
| $10,000 | $25 | $50 | $100 | $200 | $500 |
| $25,000 | $62.50 | $125 | $250 | $500 | $1,250 |
ตัวอย่าง หากบัญชีมี Equity 100,000 บาท:
- Risk 0.25% เท่ากับ 250 บาท
- Risk 0.5% เท่ากับ 500 บาท
- Risk 1% เท่ากับ 1,000 บาท
- Risk 2% เท่ากับ 2,000 บาท
ตัวเลขดังกล่าวคือเงินขาดทุนตามแผนหากราคาถึง Stop Loss ยังไม่รวมกรณีที่ราคาเกิด Gap, Slippage หรือต้นทุนสูงกว่าสมมติฐาน
กรอบเลือกเบื้องต้น
| สถานการณ์ | ช่วงสำหรับนำไปทดสอบ | เหตุผล |
|---|---|---|
| มือใหม่หรือระบบใหม่ | 0.25%–0.5% | ลดค่าใช้จ่ายจากความผิดพลาดระหว่างเรียนรู้ |
| ระบบมีผลทดสอบแต่ข้อมูล Live ยังน้อย | 0.25%–0.5% | Backtest อาจประเมินต้นทุนต่ำกว่าความจริง |
| มีข้อมูลหลายภาวะตลาดและผลหลังหักต้นทุน | ไม่เกินกรอบที่คำนวณจาก Drawdown | ต้องใช้ข้อมูลของระบบ ไม่ใช่ความรู้สึก |
| อยู่ในช่วง Drawdown | ลดจาก Baseline ตามกฎ | ป้องกันความเสียหายเร่งตัว |
| เปิดหลายสถานะสัมพันธ์กัน | แบ่ง Risk ต่อ Theme | หลายไม้สามารถขาดทุนพร้อมกัน |
| ต้องการเสี่ยง 2%–5% | ทดสอบ Stress Scenario ก่อน | Losing Streak สามารถทำให้ทุนลดลงรวดเร็ว |
บัญชีเล็กไม่ควรเพิ่มเปอร์เซ็นต์เพียงเพราะกำไรเป็นเงินดูน้อย การเพิ่ม Risk per Trade ขยายทั้งกำไรและขาดทุน แต่ไม่ได้ทำให้ระบบมีความได้เปรียบมากขึ้น

Risk per Trade หมายถึงอะไร
Risk per Trade คือจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้เทรด วางแผน ยอมขาดทุนจากแนวคิดการเทรดหนึ่งครั้ง หากราคาไปถึงจุดที่สมมติฐานนั้นไม่ใช้ได้อีกต่อไป
สูตรพื้นฐานคือ:
เงินเสี่ยง = Current Equity × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง
บัญชีที่มี Current Equity $10,000 และกำหนดความเสี่ยง 1% จะมีงบขาดทุนตามแผน:
$10,000 × 0.01 = $100
ควรคิดจาก Balance หรือ Equity
Balance คือยอดหลังรวมเฉพาะรายการที่ปิดแล้ว ส่วน Equity คือ Balance บวกหรือลบกำไร–ขาดทุนที่ยังไม่ปิด
สมมติว่า:
- Balance = $10,000
- Floating Loss = $500
- Equity = $9,500
หากคิด Risk 1% จาก Balance จะได้ $100 แต่หากคิดจาก Equity จะได้ $95 การใช้ Current Equity จึงสะท้อนเงินทุนที่เหลืออยู่ได้ระมัดระวังกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีหลายสถานะเปิดอยู่
หากบัญชีทดสอบหรือผู้ให้บริการกำหนดนิยามฐานคำนวณต่างออกไป ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นควบคู่กัน
เงินเสี่ยงไม่ใช่ Lot Size
สามสถานะต่อไปนี้มี Planned Risk เท่ากัน แม้ใช้ขนาดสถานะไม่เท่ากัน:
| ระยะ Stop | มูลค่าต่อ Pip | Planned Risk |
|---|---|---|
| 20 pips | $5 | $100 |
| 50 pips | $2 | $100 |
| 100 pips | $1 | $100 |
Stop กว้างขึ้นจึงควรทำให้ Position Size ลดลง ไม่ใช่ขยับ Stop เข้ามาใกล้เพียงเพื่อให้เปิดล็อตใหญ่ได้
Risk, Margin และ Leverage ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
| คำศัพท์ | ความหมาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Risk Amount | เงินที่วางแผนเสียเมื่อถึง Stop | $100 |
| Position Size | จำนวนหน่วยหรือ Lot ที่เปิด | 0.50 Lot |
| Notional Exposure | มูลค่ารวมที่ควบคุม | ขึ้นอยู่กับคู่เงินและราคา |
| Margin | หลักประกันที่ระบบกันไว้ | ขึ้นอยู่กับ Leverage |
| Leverage | อัตราส่วน Exposure ต่อเงินทุนหรือ Margin | เช่น 10:1 |
| Free Margin | Equity ที่ยังไม่ได้ใช้เป็นหลักประกัน | เปลี่ยนตามกำไร–ขาดทุน |
โบรกเกอร์อาจยอมให้เปิดสถานะใหญ่เพราะมี Leverage สูง แต่ความสามารถในการเปิดสถานะไม่ได้แปลว่าพอร์ตสามารถรับความเสียหายจากสถานะนั้นได้

สิ่งที่คนไทยต้องรู้ก่อนนำสูตรไปใช้จริง
ความรู้เรื่อง Position Sizing ใช้เพื่อการศึกษาและบริหารความเสียหาย แต่ไม่ได้รับรองสถานะทางกฎหมายหรือความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ
สถานะธุรกิจ Forex ในประเทศไทย ณ ปี 2569
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่าไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรในลักษณะ Forex แก่ผู้ให้บริการทั่วไปในประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนช่องทางรับ–ส่งเงินที่เกี่ยวข้อง (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2569)
ธปท. ยังระบุว่า การโฆษณา ประกาศ หรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน อาจมีโทษ:
- จำคุก 5–10 ปี
- ปรับ 500,000–1,000,000 บาท
- ปรับเพิ่มไม่เกิน วันละ 10,000 บาท ตามระยะเวลาที่กระทำผิด
การจะวินิจฉัยว่ากรณีใดผิดกฎหมายต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี บทความนี้จึงไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย
ลงทุนต่างประเทศไม่ได้แปลว่าแพลตฟอร์ม Forex ทุกแห่งได้รับการรับรอง
ธปท. ระบุว่าบุคคลรายย่อยสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านผู้ให้บริการต่างประเทศได้ไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรายต่อปี ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่ประเภทสินทรัพย์และวิธีโอนเงินต้องอยู่ในขอบเขตที่อนุญาต
วงเงินดังกล่าวไม่ใช่ใบอนุญาตครอบคลุมแพลตฟอร์ม Forex/CFD ทุกแห่ง และไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ให้บริการรายหนึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในไทย (ธนาคารแห่งประเทศไทย, ตรวจสอบข้อมูลปี 2569)
กฎต่างประเทศไม่ใช่กฎไทย
| เขตอำนาจ | ตัวเลขสำคัญ | สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอก |
|---|---|---|
| สหรัฐฯ | NFA กำหนด Security Deposit 2% สำหรับกลุ่มสกุลเงินที่ระบุ และ 5% สำหรับสกุลอื่น มีผลแก้ไขล่าสุด 18 มีนาคม 2026 | ไม่ใช่คำแนะนำให้เสี่ยง 2% หรือ 5% ต่อไม้ |
| สหราชอาณาจักร | FCA จำกัด Leverage ลูกค้ารายย่อย 30:1–2:1 และกำหนด Account Close-out ที่ 50% ของ Margin Requirement | ไม่ได้ทำให้ทุกไม้ปลอดภัยหรือคุ้มครองผู้ใช้นอกเขตอำนาจเสมอไป |
| ไทย | ธปท. ยืนยันในปี 2569 ว่าไม่มีนโยบายออกใบอนุญาตธุรกิจ Forex ลักษณะดังกล่าว | ไม่ควรอนุมานว่าบริษัทที่รับฝากผ่านบัญชีไทยได้รับอนุญาต |
แหล่งข้อมูล: NFA Financial Requirements, 2026 และ FCA PS19/18, 2019
Checklist ก่อนส่งเงิน
- ตรวจชื่อบริษัทและเลขใบอนุญาตกับเว็บไซต์ผู้กำกับโดยตรง
- ตรวจว่านิติบุคคลในใบอนุญาตตรงกับชื่อบนเว็บไซต์และสัญญาหรือไม่
- ตรวจโดเมนจริง ไม่กดลิงก์จากข้อความส่วนตัว
- ไม่โอนเข้าบัญชีบุคคลหรือบัญชีที่ไม่ตรงกับนิติบุคคล
- อ่านข้อกำหนดการถอนเงิน การปิดสถานะ และ Negative Balance Protection
- ตรวจว่าข้อพิพาทอยู่ภายใต้กฎหมายประเทศใด
- ทดลองถอนเงินจำนวนเล็กก่อนเพิ่มเงิน
- ระวังคำโฆษณาที่รับประกันกำไร ให้ผลตอบแทนคงที่ หรือกดดันให้รีบฝาก

กฎ 1% ใช้ได้จริงหรือเป็นเพียงสูตรสำเร็จ
จุดประสงค์ของกฎ 1% คือทำให้ความผิดพลาดหนึ่งครั้งไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อพอร์ต แต่กฎนี้ไม่สามารถ:
- ทำให้ระบบที่ Expectancy ติดลบกลายเป็นระบบกำไร
- รับประกันว่า Stop จะออกได้ตรงราคา
- ป้องกันความเสียหายจากหลายสถานะที่สัมพันธ์กัน
- บอกว่าผู้เทรดสามารถรับการขาดทุนเป็นเงินจริงได้หรือไม่
เมื่อใดที่ 1% อาจสูงเกินไป
| ปัจจัย | เหตุผลที่ควรพิจารณาลด Risk |
|---|---|
| ระบบใหม่ | ยังไม่รู้ Losing Streak และต้นทุนจริง |
| เทรดมากกว่า 5–10 ไม้ต่อวัน | ความเสี่ยงสะสมได้เร็ว |
| เปิดหลายคู่ที่มีสกุลเงินร่วมกัน | อาจขาดทุนพร้อมกัน |
| ระบบอยู่ใน Drawdown | สมมติฐานเดิมอาจไม่เข้ากับภาวะตลาด |
| Slippage สูง | Actual Loss อาจเกิน Planned Loss |
| มี Daily Loss Limit | การขาดทุนไม่กี่ไม้สามารถแตะเพดาน |
| เงินทุนมีความจำเป็นต่อชีวิต | ความสามารถรับความเสียหายต่ำกว่าตัวเลขในบัญชี |
จำนวน 5–10 ไม้ในตารางเป็นสถานการณ์ตัวอย่าง ไม่ใช่เกณฑ์สากล ผู้เทรดต้องใช้ความถี่ของระบบจริงเป็นฐาน
เมื่อใดจึงค่อยพิจารณาใช้ 1%
ควรมีหลักฐานอย่างน้อยว่า:
- กฎเข้า–ออกนิยามได้ชัดเจน
- มีผลลัพธ์ครอบคลุมหลายสภาวะตลาด
- คำนวณ Spread, Commission และ Slippage แล้ว
- รู้ Average Win, Average Loss และ Maximum Drawdown
- สามารถทำตามระบบผ่านช่วงแพ้ได้
- Total Open Risk ยังอยู่ในเพดาน
อย่าเพิ่มจาก 0.5% เป็น 2% เพราะ “มั่นใจมาก” เพราะเท่ากับเพิ่มความเสียหายสูงสุดเป็นสี่เท่าโดยไม่ได้พิสูจน์ว่าความได้เปรียบเพิ่มขึ้นสี่เท่า

ถ้าแพ้ติดกัน พอร์ตจะเหลือเท่าไร
ระบบแบบ Fixed Fractional จะคำนวณเงินเสี่ยงใหม่จาก Equity ที่เหลือทุกไม้:
เงินคงเหลือ = ทุนเริ่มต้น × (1 − Risk per Trade)ⁿ
โดย (n) คือจำนวนไม้ที่ขาดทุนติดต่อกัน
ตารางต่อไปนี้สมมติว่า:
- ขาดทุนเต็ม Risk ทุกไม้
- คำนวณจาก Equity ใหม่ทุกครั้ง
- ไม่มีเงินฝากหรือถอน
- ไม่มี Spread, Commission, Gap หรือ Slippage เพิ่มเติม
| Risk ต่อไม้ | แพ้ 5 ไม้ เหลือ | แพ้ 10 ไม้ เหลือ | แพ้ 15 ไม้ เหลือ | แพ้ 20 ไม้ เหลือ |
|---|---|---|---|---|
| 0.25% | 98.76% | 97.53% | 96.32% | 95.12% |
| 0.5% | 97.52% | 95.11% | 92.76% | 90.46% |
| 1% | 95.10% | 90.44% | 86.01% | 81.79% |
| 2% | 90.39% | 81.71% | 73.86% | 66.76% |
| 5% | 77.38% | 59.87% | 46.33% | 35.85% |
ที่ Risk 1% การแพ้ 10 ไม้ทำให้ Drawdown ประมาณ 9.56% แต่ Risk 5% ทำให้ Drawdown เกิน 40% ในจำนวนไม้เท่ากัน
คณิตศาสตร์การกลับทุน
| Drawdown | กำไรที่ต้องทำเพื่อกลับจุดเดิม |
|---|---|
| 10% | 11.1% |
| 20% | 25% |
| 30% | 42.9% |
| 40% | 66.7% |
| 50% | 100% |
หากทุนลดจาก 100,000 บาทเหลือ 50,000 บาท การกลับไป 100,000 บาทต้องเพิ่มขึ้น 50,000 บาท หรือ 100% ของทุนที่เหลือ ไม่ใช่ 50%
ตาราง Losing Streak ไม่ได้ทำนายว่าจะแพ้ติดกันกี่ไม้ ผลลัพธ์จริงอาจสัมพันธ์กัน เช่น ระบบ Trend Following อาจแพ้หลายไม้ในตลาด Sideway หรือหลายคู่เงินอาจเสียพร้อมกันหลังข่าวเดียวกัน

วิธีหาค่า Risk per Trade ที่เหมาะกับตัวเอง
วิธีที่มีเหตุผลกว่าการเลือก 1% ตามคนอื่นคือ เริ่มจาก Drawdown สูงสุดที่รับได้ แล้วคำนวณย้อนกลับ
หากต้องการให้การแพ้ (n) ไม้ไม่ทำให้พอร์ตลดเกิน (D):
Risk เชิงทฤษฎี = 1 − (1 − D)^(1/n)
Worked Example: รับ Drawdown ได้ไม่เกิน 15%
สมมติว่า:
- Maximum Drawdown ที่ยอมรับได้ = 15%
- Stress Scenario = แพ้เต็ม Risk 10 ไม้
- ยังไม่รวมต้นทุนและ Slippage
คำนวณได้:
Risk = 1 − (1 − 0.15)^(1/10)
Risk ≈ 1.61% ต่อไม้
1.61% เป็นเพียงเพดานทางคณิตศาสตร์ภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่ค่าที่ควรนำไปใช้ทันที เพราะ:
- อาจแพ้เกิน 10 ไม้
- Actual Loss อาจเกิน 1R
- หลายสถานะอาจขาดทุนพร้อมกัน
- Backtest อาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
- Drawdown 15% อาจหนักเกินกว่าจะทำตามระบบได้จริง
เมื่อใส่ Margin of Safety ผู้เทรดอาจนำ 0.5% หรือ 1% ไปทดสอบแทน ขึ้นอยู่กับข้อมูลและข้อจำกัดของตน
ขั้นตอนเลือกตัวเลข
- กำหนด Drawdown สูงสุดที่ยังรับได้
- หา Losing Streak สูงสุดจากข้อมูล
- เพิ่ม Stress Scenario ให้เลวร้ายกว่าประวัติ
- คำนวณเพดานเชิงทฤษฎี
- ลดตัวเลขด้วย Margin of Safety
- ตรวจ Total Open Risk
- ทดสอบใน Demo หรือขนาดต่ำสุดก่อน
- เปรียบเทียบ Planned Risk กับ Realized Risk

วิธีคำนวณ Lot Size จาก Risk per Trade
ให้กำหนด Stop ก่อน แล้วจึงคำนวณ Lot Size
ขั้นที่ 1: คำนวณเงินเสี่ยง
บัญชีสมมติมี Equity $10,000 และกำหนด Risk 1%:
$10,000 × 0.01 = $100
ขั้นที่ 2: กำหนดจุด Invalidation
สมมติแผน EUR/USD:
- Entry: 1.1000
- Stop Loss: 1.0980
- ระยะ Stop: 20 pips
ตัวอย่างนี้เป็นราคาสมมติ ไม่ใช่ราคาตลาดหรือสัญญาณซื้อขาย ณ ปี 2569
ขั้นที่ 3: ตรวจ Pip Value
เอกสาร OANDA ที่ตรวจสอบในปี 2026 ระบุว่า Standard Lot เท่ากับ 100,000 หน่วย และ EUR/USD ขนาด 100,000 หน่วยมีมูลค่าประมาณ $10 ต่อ pip เมื่อกำไร–ขาดทุนคิดเป็น USD (OANDA Lot Specifications, 2026; OANDA Pip Value Example, 2026)
ขั้นที่ 4: คำนวณ Lot
Lot Size = เงินเสี่ยง ÷ (Stop เป็น Pip × Pip Value ต่อ Standard Lot)
ดังนั้น:
$100 ÷ (20 × $10) = 0.50 Lot
ที่ 0.50 Lot มูลค่าต่อ pip เท่ากับประมาณ $5:
20 pips × $5 = $100
ขั้นที่ 5: เผื่อต้นทุนและปัดลง
หากต้องการให้ $100 เป็นเพดานรวมและกันไว้ $15 สำหรับต้นทุนกับ Slippage:
เงินสำหรับการเคลื่อนไหวของราคา = $100 − $15 = $85
$85 ÷ (20 × $10) = 0.425 Lot
หากระบบรองรับ Step 0.01 Lot ให้ปัดลงเป็น 0.42 Lot ไม่ใช่ 0.43 Lot
บัญชีที่ไม่ใช่ USD
หากบัญชีเป็นเงินบาท แต่ขาดทุนของคู่เงินคำนวณเป็น USD ต้อง:
- คำนวณ P/L ใน Quote Currency
- แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราที่ระบบใช้
- ตรวจว่าอัตราแปลงมี Markup หรือไม่
- คำนวณใหม่เมื่ออัตราเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
อย่าใช้กฎ “0.01 Lot เท่ากับกี่บาท” แบบตายตัว เพราะมูลค่า Pip ขึ้นอยู่กับคู่เงิน ราคา Contract Size และสกุลบัญชี

ทำไมขาดทุนจริงอาจเกิน Risk ที่คำนวณไว้
Planned Risk เป็นค่าประมาณภายใต้สมมติฐานเรื่องราคา Fill ส่วน Realized Risk คือผลขาดทุนหลังรวมต้นทุนทั้งหมด
รายการที่ทำให้ผลจริงสูงขึ้น ได้แก่:
- Spread
- Commission
- Slippage
- Swap หรือ Financing
- ค่าการแปลงสกุลเงิน
- Gap หลังวันหยุดหรือข่าวสำคัญ
- Partial Fill หรือ Execution Delay
ตัวอย่าง Planned Risk เทียบกับ Realized Risk
| รายการ | ขาดทุน |
|---|---|
| ราคาเคลื่อนถึง Stop | $100 |
| Commission | $4 |
| Spread ที่ไม่ได้รวมไว้ | $3 |
| Adverse Slippage | $8 |
| ขาดทุนจริง | $115 |
บัญชี $10,000 วางแผนเสี่ยง 1% แต่ขาดทุนจริง 1.15%
Investor.gov อธิบายในปี 2017 ว่า Stop Price เป็นจุดกระตุ้นคำสั่ง ไม่ใช่ราคาที่รับประกันว่าจะ Fill ได้ โดยราคาอาจแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว แหล่งดังกล่าวกล่าวถึงคำสั่งในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นผู้เทรด Forex ต้องอ่านข้อกำหนด Execution ของผู้ให้บริการตนเองเพิ่มเติม (Investor.gov, 2017)
ตลาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าทุกคำสั่งมีสภาพคล่องเท่ากัน
BIS รายงานเบื้องต้นในเดือนกันยายน 2025 ว่า OTC FX มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2022 แต่รายงานวิเคราะห์เดือนธันวาคม 2025 ใช้ตัวเลขปรับปรุงเป็น 9.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน และเพิ่มขึ้น 27%
บทความนี้ใช้ตัวเลขฉบับหลัง พร้อมเปิดเผยความต่างระหว่างข้อมูลเบื้องต้นกับข้อมูลปรับปรุง (BIS Preliminary Release, 2025; BIS Quarterly Review, 2025)
แม้ตลาดรวมจะมีขนาดใหญ่ สภาพคล่องของผู้ใช้รายย่อยยังเปลี่ยนตามคู่เงิน เวลา ข่าว ขนาดคำสั่ง และรูปแบบการรับคำสั่งของผู้ให้บริการ

เปิดหลายไม้ต้องคิดความเสี่ยงรวมอย่างไร
Portfolio Heat คือผลรวม Planned Risk ของสถานะที่เปิดอยู่ หากทุกสถานะถึง Stop
ถ้ามีสามไม้ที่เสี่ยงไม้ละ 1% ผลรวมเบื้องต้นคือ 3% แต่หากทั้งสามไม้สัมพันธ์กัน ความเสียหายอาจเกิดพร้อมกันเร็วกว่าที่คาด
ตัวอย่างสามไม้ที่เป็นมุมมองเดียวกัน
- Buy EUR/USD
- Buy GBP/USD
- Sell USD/CHF
ทั้งสามสถานะมีลักษณะ Short USD จึงไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงสามทางอย่างแท้จริง
| สถานะ | หากคิดแยกไม้ | หลังจำกัด Risk ต่อ USD Theme |
|---|---|---|
| Buy EUR/USD | 1% | 0.30% |
| Buy GBP/USD | 1% | 0.25% |
| Sell USD/CHF | 1% | 0.20% |
| รวม | 3% | 0.75% |
ตัวเลข 0.75% เป็นเพียงตัวอย่างนโยบาย ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน
Risk per Trade กับ Risk per Idea
หากวางแผนเข้า EUR/USD สามครั้ง ควรกำหนดงบรวมก่อน เช่น Risk ต่อแนวคิด 0.5% แล้วแบ่งเป็น:
- Entry 1: 0.20%
- Entry 2: 0.15%
- Entry 3: 0.15%
การแบ่งคำสั่งไม่ได้สร้างสิทธิให้เสี่ยงเต็ม 0.5% สามครั้งโดยอัตโนมัติ
นโยบายความเสี่ยงที่ใช้งานได้ควรมีอย่างน้อยสามระดับ:
- Risk ต่อไม้
- Risk ต่อ Currency Theme หรือเหตุการณ์เดียวกัน
- Total Open Risk ทั้งบัญชี

Risk-to-Reward และ Win Rate ต้องดูร่วมกันอย่างไร
Risk-to-Reward Ratio เปรียบเทียบเงินที่คาดว่าจะเสียกับกำไรเป้าหมาย เช่น Risk $100 และเป้ากำไร $200 เท่ากับ 1:2
แต่การตั้ง Take Profit 2R ไม่ได้แปลว่า Average Win จะได้ 2R จริง เพราะบางไม้ปิดก่อน บางไม้เกิด Slippage และบางไม้ไม่ได้ Fill ตามแผน
Break-even Win Rate ก่อนต้นทุน
| Risk:Reward | Win Rate ที่เสมอตัวก่อนต้นทุน |
|---|---|
| 1:0.5 | 66.67% |
| 1:1 | 50% |
| 1:1.5 | 40% |
| 1:2 | 33.33% |
| 1:3 | 25% |
สูตร Expectancy คือ:
Expectancy = (Win Rate × Average Win) − (Loss Rate × Average Loss)
Worked Example
สมมติ:
- Win Rate = 40%
- Average Win = $200
- Average Loss = $100
ก่อนต้นทุน:
(0.40 × $200) − (0.60 × $100)
= $80 − $60
= +$20 ต่อไม้โดยเฉลี่ย
หากมีต้นทุนเฉลี่ย $10 ต่อคำสั่งที่ปิดแล้ว:
- Net Average Win = $190
- Net Average Loss = $110
หลังต้นทุน:
(0.40 × $190) − (0.60 × $110)
= $76 − $66
= +$10 ต่อไม้โดยเฉลี่ย
ต้นทุนทำให้ Expectancy ลดลงครึ่งหนึ่งในตัวอย่างนี้ และผลบวก $10 ไม่ได้หมายความว่าทุกชุดการเทรดจะกำไร เพราะลำดับผลลัพธ์มีความผันผวน

เมื่อใดควรลด Risk หรือหยุดเทรด
การลด Risk ควรเกิดจากกฎที่เขียนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ความกลัวหลังแพ้หนึ่งไม้
ตัวอย่างนโยบายสมมติ:
| สถานะบัญชี | Risk ต่อไม้ | การดำเนินการ |
|---|---|---|
| Drawdown 0%–4.99% | 0.50% | เทรดตามแผนปกติ |
| Drawdown 5%–7.99% | 0.25% | ลดขนาดและตรวจระบบ |
| Drawdown ตั้งแต่ 8% | 0% | หยุดเปิดไม้ใหม่และทบทวน |
| พบ Execution Error | 0% | แก้ปัญหาก่อนกลับมาเทรด |
ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎสากล แต่แสดงวิธีทำให้การลด Risk ตรวจสอบได้
สถานการณ์ที่ควรลดหรือหลีกเลี่ยงการเทรด
- Spread กว้างกว่าช่วงปกติของระบบ
- Slippage สูงต่อเนื่อง
- มีข่าวเศรษฐกิจที่กระทบหลายสถานะ
- ตลาดอยู่ในช่วง Rollover หรือวันหยุด
- Daily Loss ใกล้แตะเพดาน
- ผู้ให้บริการมีปัญหาส่งคำสั่งหรือถอนเงิน
- ผู้เทรดฝ่าฝืนแผนซ้ำ
ห้ามเพิ่ม Lot เพื่อเอาคืน
สมมติ Risk ปกติคือ $100 แต่หลังแพ้ ผู้เทรดเพิ่มเป็น $200, $400 และ $800 การแพ้สี่ครั้งจะเสียรวม:
$100 + $200 + $400 + $800 = $1,500
หากคง Risk ที่ $100 จะเสีย $400 ความพยายามเอาคืนจึงเพิ่มความเสียหายเป็น 3.75 เท่าในตัวอย่างนี้ โดยไม่ได้ทำให้โอกาสชนะของไม้ถัดไปสูงขึ้น

สร้างกฎ Risk per Trade ส่วนตัวในหนึ่งหน้า
Risk Policy ที่ดีควรตอบคำถามต่อไปนี้ได้ทันที:
| หัวข้อ | ตัวอย่างนโยบายสมมติ |
|---|---|
| ฐานคำนวณ | Current Equity ก่อนเปิดสถานะ |
| Baseline Risk | 0.50% |
| Reduced Risk | 0.25% |
| Risk ต่อ Currency Theme | ไม่เกิน 0.75% |
| Total Open Risk | ไม่เกิน 1.50% |
| จุดลด Risk | Drawdown 5% |
| จุดหยุด | Drawdown 8% |
| ต้นทุน | รวม Spread, Commission และ Buffer |
| การกลับสู่ Risk ปกติ | ผ่านเงื่อนไข Review ที่กำหนด |
| การตรวจผล | เปรียบเทียบ Planned Risk กับ Realized Risk |
ข้อมูลที่ควรบันทึกใน Trading Journal
- Equity ก่อนเปิดไม้
- Planned Risk เป็นเงินและเปอร์เซ็นต์
- Entry, Stop และ Lot Size
- Spread และ Commission
- Slippage
- ผลลัพธ์เป็น R-Multiple
- Realized Risk
- สาเหตุที่ผลจริงต่างจากแผน
- สถานะอื่นที่มีความสัมพันธ์กัน
- เหตุการณ์เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
Pre-trade Checklist
- ใช้ Current Equity แล้วหรือยัง
- Stop อยู่ที่ Invalidation หรือวางเพื่อให้ได้ Lot ใหญ่
- วัดระยะ Stop จากราคาที่ส่งคำสั่งจริงหรือไม่
- Pip Value ตรงกับคู่เงินและสกุลบัญชีหรือไม่
- รวม Spread และ Commission แล้วหรือยัง
- เผื่อ Slippage ตามข้อมูลจริงหรือไม่
- ปัด Lot ลงแล้วหรือยัง
- รวมสถานะที่สัมพันธ์กันแล้วหรือไม่
- มีข่าวสำคัญหรือ Gap Risk หรือไม่
- ตรวจผู้ให้บริการและช่องทางฝากเงินแล้วหรือยัง
- หากเสียเต็มจำนวน ยังทำตามแผนไม้ถัดไปได้หรือไม่

ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ Risk per Trade ที่พบบ่อย
| ข้อผิดพลาด | ผลกระทบ | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| ใช้ Lot เท่าเดิมทุกไม้ | Stop ที่ต่างกันทำให้เงินเสี่ยงไม่เท่ากัน | คำนวณ Lot ใหม่ทุกครั้ง |
| คิดจาก Balance ทั้งที่มี Floating Loss | ประเมิน Risk ต่ำกว่าความจริง | ใช้ Current Equity |
| เลือก Lot ก่อนวาง Stop | บิดโครงสร้างแผนให้เข้ากับขนาดที่ต้องการ | กำหนด Invalidation ก่อน |
| ปัด Lot ขึ้น | ใช้ Risk เกินงบ | ปัดลงตาม Lot Step |
| ขยับ Stop ให้ไกลหลังเข้า | เพิ่มความเสียหายโดยไม่คำนวณใหม่ | ทำตาม Exit Rule |
| เพิ่ม Lot หลังแพ้ | Drawdown เร่งตัว | ใช้ Daily Stop และ Cooling-off Rule |
| นับ Split Entry เป็นหลายงบ | ความเสี่ยงต่อแนวคิดสูงเกินแผน | กำหนด Risk per Idea |
| ไม่รวมต้นทุน | Realized Loss เกิน Planned Risk | สร้าง Execution Buffer |
| ใช้ Margin เป็นตัวแทน Risk | Leverage สูงทำให้เข้าใจ Exposure ผิด | คำนวณขาดทุนที่ Stop แยกต่างหาก |
| ตรวจสูตรแต่ไม่ตรวจผู้ให้บริการ | เสี่ยงต่อคู่สัญญาและการถอนเงิน | ตรวจใบอนุญาต นิติบุคคล และช่องทางโอน |

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หากระบบยังไม่มีข้อมูล Live ที่เพียงพอ 0.25%–0.5% เป็นช่วงที่ระมัดระวังกว่า ส่วน 1% ควรนำไปใช้เมื่อทดสอบ Drawdown, Losing Streak, ต้นทุน และ Total Open Risk แล้ว ไม่มีตัวเลขใดรับประกันความปลอดภัย
เมื่อใช้ Fixed Fractional Risk และคำนวณจาก Equity ใหม่ทุกไม้ พอร์ตจะเหลือประมาณ 90.44% ของทุนเริ่มต้น หรือ Drawdown ราว 9.56% ตัวเลขนี้ยังไม่รวม Spread, Commission, Gap และ Slippage
Current Equity เป็นฐานที่ระมัดระวังกว่า เพราะรวมกำไร–ขาดทุนของสถานะที่ยังไม่ปิด หากมี Floating Loss การคิดจาก Balance อาจทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง
ไม่ควรเพิ่มเปอร์เซ็นต์เพียงเพราะกำไรเป็นเงินดูน้อย การเพิ่ม Risk ขยายความผันผวนและ Drawdown แต่ไม่เพิ่มความได้เปรียบของระบบ หากขนาดออร์เดอร์ขั้นต่ำทำให้ควบคุม Risk ไม่ได้ ควรใช้ Demo หรือรอจนมีทุนเหมาะสมกว่า
ไม่รับประกัน Stop Price เป็นจุดกระตุ้นคำสั่ง แต่ราคา Fill อาจแย่ลงเมื่อเกิด Gap หรือตลาดเคลื่อนไหวเร็ว Spread, Commission, Swap และค่าการแปลงสกุลเงินยังทำให้ขาดทุนจริงสูงกว่า Planned Risk ได้
สรุป: เลือก Risk ที่ทำให้ยังทำตามระบบได้เมื่อผิดหลายครั้ง
Risk per Trade ที่เหมาะสมไม่ใช่เปอร์เซ็นต์สูงสุดที่ Margin อนุญาต แต่เป็นขนาดความเสียหายที่พอร์ตสามารถรองรับซ้ำได้โดยไม่ทำลายแผนหรือกระทบเงินจำเป็น
ลำดับที่ถูกต้องคือ:
- กำหนดจุด Invalidation
- คำนวณเงินเสี่ยงจาก Current Equity
- แปลงเป็น Lot Size
- เผื่อ Spread, Commission และ Slippage
- ปัด Lot ลง
- ตรวจความเสี่ยงรวมและความสัมพันธ์ของสถานะ
- ตรวจผู้ให้บริการและช่องทางรับ–ส่งเงิน
CTA: ก่อนเปิดไม้ถัดไป ให้เขียน Planned Risk เป็นทั้งจำนวนเงินและเปอร์เซ็นต์ หลังปิดสถานะให้บันทึก Realized Risk แล้วตรวจว่าความต่างเกิดจากต้นทุน Slippage หรือการฝ่าฝืนแผน จุดต่างนี้มีประโยชน์กว่าการดูเพียงว่าไม้นั้นกำไรหรือขาดทุน
คำเตือนความเสี่ยง
การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะกับทุกคน Leverage สามารถขยายผลขาดทุนได้ Stop Loss, Position Sizing, Negative Balance Protection และกฎของหน่วยงานกำกับไม่สามารถขจัด Market Risk, Gap Risk, Execution Risk หรือ Counterparty Risk ได้
ตัวอย่างทั้งหมดเป็นสถานการณ์สมมติเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน คำแนะนำทางกฎหมาย สัญญาณซื้อขาย หรือประมาณการผลตอบแทน ผลงานในอดีตและ Backtest ไม่รับประกันผลในอนาคต ผู้อ่านควรตรวจสอบกฎหมายไทย เงื่อนไขผู้ให้บริการ และความเหมาะสมทางการเงินของตนก่อนดำเนินการ

